5 ดาวเตะค่าตัวแพงสุดของลีกอังกฤษปีนี้

    ตลาดซื้อขายนักเตะของทีมในพรีเมียร์ลีกช่วงซัมเมอร์นี้ไม่ค่อยคึกคักกันเท่าที่ควร เนื่องจากว่ามีการเลื่อนวันปิดตลาดซื้อขายมาให้เร็วขึ้นด้วย รวมถึงการที่มีศึกฟุตบอลโลกคั่นกลางในช่วงปิดฤดูกาลด้วย ทำให้การเจรจาซื้อขายเป็นไปได้ยากขึ้น ทำให้ทีมต่างๆ ก็มีทั้งได้นักเตะตามที่วางแผนไว้ และหลายๆ ทีมก็ต้องพบกับความล้มเหลวเช่นกัน โดยจะขอสรุป 5 นักเตะที่แพงที่สุดที่ย้ายทีมเข้ามายังเกาะอังกฤษในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ว่าใครแพงที่สุด 5 อันดับแรกกันบ้าง

1.เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูมือ 2 ของทีมชาติสเปนในชุดฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ที่ทางเชลซีไปทุ่มเงินฉีกสัญญามาจากแอตเลติก บิลเบาในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะในอังกฤษจะปิดตัวลง เพื่อมาแทนที่ธิบอต์ กูร์ตัวส์ ที่พวกเขาปล่อยขายไปให้กับเรอัล มาดริด ซึ่งเกป้ากลายเป็นนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกด้วยค่าตัว 80 ล้านยูโร หลังจากที่เคยเป็นของอลิสซง เบ็คเกอร์ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ

2.อลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลในชุดฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่ทางลิเวอร์พูลซื้อจากโรม่ามาด้วยค่าตัวประมาณ 70 ล้านยูโร เพื่อเข้ามาแก้ปัญหานายประตูอย่างลอริส คาริอุส นายประตูชาวเยอรมันที่สร้างความผิดพลาดบ่อยครั้งในช่วงพรีซีซั่น รวมถึงในนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย

3.ริยาด มาห์เรซ ตัวรุกทีมชาติแอลจีเรีย ที่เป็ป กวาดิโอล่า กุนซือของแนเชสเตอร์ ซิตี้อยากได้มาร่วมทีมอย่างยาวนานแล้ว และติดต่อกันมาตั้งแต่ช่วงตลาดซื้อขายในเดือนมกราคมแล้วด้วย โดยค่าตัวในการย้ายทีมจากเลสเตอร์ ซิตี้มาสู่ทีม “เรือใบสีฟ้า” สูงถึง 60 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรด้วย

4.นาบี เกต้า กองกลางห้องเครื่องตัวใหม่ของลิเวอร์พูล ที่พวกเขาจองตัวจากไลป์ซิกมาอย่างยาวนานเป็นปี ซึ่งค่าตัวสูงถึง 54 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งดาวเตะวัย 23 ปีก็เข้ามาสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่นเลยทีเดียว รวมถึงช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะได้ตัวแทนของสตีเว่น เจอร์ราร์ดเลยทีเดียว

5.เฟร็ด กองกลางชาวบราซิเลี่ยนจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทุ่มเงินไปถึง 53 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวมาร่วมทีม โดยทีม “ปีศาจแดง” ไปปาดหน้าคว้าตัวมาได้ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะมาคว้าตัวไปด้วย ซึ่งมีรายงานข่าวว่าพวกเขาติดต่อขอซื้อนักเตะกันตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์เลยทีเดียว

ข้อมูลจากเว็บ แทงบอล

5 นักเตะแพงสุดของกัลโช่ฯ ปีนี้

    เป็นอีก 1 ลีกที่มีการปรับเปลี่ยนเวลาปิดตลาดซื้อขายนักเตะมาปิดเร็วชึ้นเป็นก่อนเปิดฤดูกาลเช่นกัน สำหรับลีกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลี ซึ่งตลาดซื้อขายในช่วงซัมเมอร์นี้ถือว่าคึกคักขึ้นกว่าปีก่อนๆ มากทีเดียว เมื่อหลายสโมสรต่างฟื้รตัวจากการติดหนี้ตัวแดงเมื่อหลายปีก่อน แต่ในส่วนของการซื้อตัวเข้ามาที่แพงที่สุด 5 อันดับนั้นยังคงเป็นยูเวนตุสที่ยังเป็นทีมที่จ่ายแพงมากที่สุดอยู่

1.คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดกองหน้าของโลกในปัจจุบันที่ย้ายจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีมยูเวนตุสด้วยค่าตัว 120 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากทีเดียวสำหรับการย้ายทีมครั้งนี้ และตอนแรกก่อนการย้ายทีมจะเกิดขึ้นยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ โดยการย้ายทีมครั้งนี้คือทางยูเวนตุสต้องการที่จะเอาโรนัลโด้มาไล่ล่าความสำเร็จในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกโดยเฉพาะ

2.เจา คันเซโล่ แบ็คขวาชาวโปรตุกีสที่ยูเวนตุสซื้อมาจากบาเลนเซีย ด้วยค่าตัวถึง 40 ล้านยูโร ซึ่งดาวเตะวัย 24 ปีทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจากการถูกอินเตอร์ มิลานยืมตัวมาใช้งานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงยูเวนตุสต้องการแบ็คขวาที่จะมาแทนสเตฟาน ลีชสไตเนอร์ ที่พวกเขาปล่อยตัวออกจากทีมไปด้วย

3.ดักลาส คอสต้า ปีกทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่ยูเวนตุสยืมตัวมาจากบาเยิร์น มิวนิคเมื่อฤดูกาลก่อนแล้วประทับใจในผลงาน ทำให้พวกเขาตัดสินใจซื้อขาดในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาทันที ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร

4.ราดย่า นาอิงโกลัน กองกลางชาวเบลเยี่ยมที่อินเตอร์ มิลานยอมทุ่มเงินซื้อมาจากโรม่า ตามความต้องการของลูชาโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือคนเก่งของทีมที่ต้องการนักเตะเก่าที่เขาเคยคุมทีมที่โรม่ามาร่วมทีม เนื่องจากเป็นนักเตะที่รู้แทคติกของเขาดีที่สุด

5.เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังวัย 31 ปีที่ย้ายจากเอซี มิลานกลับ%

เทรนด์กองกลาง

    ปิดตัวลงไปเป็นที่เรียร้อยแล้วสำหรับตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูร้อนของทีมในพรีเมียร์ลีกที่ปรับเวลาให้มีการปิดตัวเร็วขึ้น ทำให้ทีมต่างๆ เร่งมือกันมาสอยนักเตะในวันสุดท้ายไปหลายราย ส่วนทีมอื่นที่ทำการบ้านมาอย่างดีแล้วก็จัดแจงการซื้อขายนักเตะเสร็จไปตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฏาคมแล้วด้วยซ้ำ โดยมีข้อสังกเตอย่างหนึ่งในฤดูกาลนี้ของตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะการซื้อนักเตะเข้ามาสูทีมซึ่งมีการซื้อกองกลางเข้ามาเสริมทีมกันเยอะมาก แทบจะทุกสโมสรเลยด้วยซ้ำ และโดยเฉพาะทีมใหญ่ๆ ทีมชั้นนำในพรีเมียร์ลีก ที่ต่างซื้อนักเตะในแดนกลางเข้ามาเสริมทีมแทบทั้งหมด ยกเว้นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ไม่ไหวติงอะไรกับตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้เลย ซึ่งมาลองไล่เรียงดูกันว่าทีมไหนเสริมแดนกลางรายไหนกันบ้าง

เริ่มจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ถึงแม้จะว่าจะได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมที่เป็นชิ้นเป็นอันเพียงรายเดียวเท่านั้นคือริยาด มาห์เรซ ตัวรุกทีมชาติแอลจีเรียที่ถือว่าเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรด้วยราคา 60 ล้านปอนด์ ซึ่งก็ถือว่านับเป็นกองกลางได้เช่นกัน แต่เป็นกองกลางในลักษณะเชิงรุก และกึ่งปีก ส่วนรองแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ไม่น้อยหน้าเมื่อสอยเฟร็ด กองกลางดีกรีทีมชาติบราซิลมาจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ทีมดังในลีกยูเครน ด้วยค่าตัวเกือบ 60 ล้านปอนด์เช่นกัน ซึ่งหวังจะเอามาเล่นร่วมกับปอล ป็อกบา กองกลางแชมป์โลก และเนมานย่า มาติช กองกลางทีมชาติเซอร์เบีย

ทางด้านของเชลซีที่มีการเปลี่ยนกุนซือใหม่มาเป็นเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนก็มีการซื้อจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีนากนาโปลีมาร่วมทีม ซึ่งก็มีค่าตัวเกิน 50 ล้านปอนด์ และก็ทำการยืมตัวมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียมาจากเรอัล มาดริดเพิ่มอีกรายด้วย เพื่อมาเสริมกำลังช่วยเอ็นโกโล่ ก็องเต้ในแดนกลางของทีม ส่วนอีกทีมที่เปลี่ยนกุนซือใหม่อย่างอาร์เซน่อลก็จัดการซื้อลูคัส ตอร์ไรร่า กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติอุรุกวัยมาจากซามพ์โดเรียเช่นกัน และยังมีมัตเตโอ เก็นดูซี่ กองกลางดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสอีกรายด้วยที่เป็นกองกลาง ส่วนทีมสุดท้ายคือลิเวอร์พูล ที่จัดการสอยกองกลางมาถึง 2 ราย คือฟาบินโญ่ กองกลางตัวรับชาวบราซิเลี่ยน และนาบี เกต้า ห้องเครื่องคนใหม่ของทีมที่ราคารวมกันเกือบ 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อกองกลางมาพร้อมๆ กันในตลาดหน้าร้อนนี้โดยมิได้นัดหมาย แต่ทีมไหนจะแป๊ก หรือจะปังคงต้องมาดูกันต่อจากนี้

แก้ไขสถานการณ์

  “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ของเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ของทีมต้องเจอกับปัญหามากมายทีเดียวกับฤดูกาลแรกในการคุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกมาพวกเขามีปัญหาไม่เว้นแต่ละวันเลยทีเดียว โดยปัญหาหลักของพวกเขาคือธิบอต์ กูร์ตัวส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเบลเยี่ยมที่ต้องการย้ายออกจากทีมไปค้าแข้งในกุรงมาดริดประเทศสเปน เพื่อที่ต้องการจะไปอยู่ให้ใกล้กับลูกของเขามากที่สุด เนื่องจากลูกของประตูมือกาววัย 26 ปีอาศัยอยู่กับอดีตภรรยาของเขาที่กรุงมาดริด และกำลังอยู่ในวัยี่กำลังโต ทำให้เขาอยากย้ายกลับไปค้าแข้งที่เมืองหลวงของสเปนอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นอยู่กับแอตเลติโก มาดรืดมาแล้วถึง 3 ฤดูกาล และด้วยสัญญาของกูร์ตัวส์กับเชลซีเหลือแค่เพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้สโมสรมีทางเลือกไม่มาก เพราะหากไม่ขายออกจากทีมตอนนี้ก็ต้องเสียเขาออกไปแบบไม่ได้อะไรตอบแทนในช่วงซัมเมอร์หน้า ทำให้เชลซีต้องตัดสินใจขายไปให้กับเรอัล มาดริดในที่สุด

ปัญหาคือด้วยระยะเวลาที่บีบรัดทำให้หากเชลซีจะไปเจรจาซื้อนักเตะจากทีมไหนอาจจะไม่ทันการ ทำให้สโมสรขอเสี่ยงทุ่มฉีกสัญญาคว้าตัวเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า นายประตูดีกรีทีมชาติสเปนจากแอตเลติก บิลเบามาร่วมทีมเลยดีกว่า โดยยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาสูงถึง 80 ล้านยูโร ซึ่งกลายเป็นสถิติผู้รักษาประตูที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปในทันที ทำลายสถิติของอลิสซง เบ็คเกอร์ ของลิเวอร์พูลที่ย้ายมาจากโรม่าที่ทำไว้ไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำ ซึ่งหลายคนต่างมองว่าการซื้อครั้งนี้เป็นการเสี่ยงที่มีมูลค่ามหาศาลมาก เนื่องจากนายด่านวัย 23 ปีพึ่งก้าวมาเป็นมือ 1 ของแอตเลติก บิลเบาได้เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น และก่อนหน้านี้เขาเคยมีค่าฉีกสัญญาที่น้อยกว่านี้ประมาณ 3 เท่าในช่วงเดือนมกราคม ซึ่งตอนนั้นมีเรอัล มาดริดที่เคยเจรจาจนเกือบได้ตัวมาแล้ว แต่พอเกป้าไม่ได้ย้ายทีม ทีมดังจากแคว้นบาสก์จึงจัดการต่อสัญญา และเพิ่มค่าฉีกสัญญาเป็น 80 ล้านยูโรตามที่เป็นข่าวทันที

หลังจากที่เชลซีต้องยอมจำใจขายธิบอต์ กูร์ตัวส์ให้กับเรอัล มาดริดแล้ว สโมสรที่กำลังต้องการนักเตะในแดนกลางที่จะมาเล่นร่วมกับจอร์จินโญ่ และเอ็นโกโล่ ก็องเต้พอดี พวกเขาจึงไปขอยืมมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียจากเรอัล มาดริดทันที ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์ที่ดีทีเดียว ดีกว่าที่จะยอมเสียกูร์ตัวส์ให้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” ไปเฉยๆ

ไม่สนุก

    การลุ้นตลาดซื้อขายนักเตะในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีความสนุกตื่นเต้นเหมือนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ซึ่งน่าจะมีเหตุผลอยู่ไม่กี่ประการเท่านั้น โดยอย่างแรกเลยคือการที่ตลาดซื้อขายนักเตะในยุโรปปิดไม่ตรงกัน หรือไม่ปิดในวันเดียวกันเหมือนปีก่อนๆ นั่นเอง โดยทางพรีเมียร์ลีกของอังกฤษตัดสินใจเปลี่ยนวันปิดตลาดซื้อขายประจำซัมเมอร์ใหม่มาเป็นวันพฤหัสบดีก่อนสัปดาห์ที่พรีเมียร์ลีกจะเปิดสนาม ซึ่งในฤดูกาลนี้เดดไลน์ก็คือวันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคมนี้นั่นเอง แต่ลีกอื่นๆ ทั่วยุโรปจะยังคงปิดตามเดิมคือ 31 สิงหาคมเหมือนทุกปี ทำให้เหมือนเรากำลังดูหนังอยู่ 2 เรื่องซ้อนกัน และเรื่องหนึ่งมันผ่านจุดพีคไปแล้ว และกำลังจะถึงตอนจบ กับอีกเรื่องหนึ่งที่เหมือนมันจะไม่สนุกถ้าไม่ได้ดูพร้อมกับเรื่องแรก และเหมือนว่ามันจะพึ่งเริ่มต้นฉายด้วยซ้ำ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วเหมือนว่ามันเป็นจุดพีคสุดของการซื้อขายนักเตะกันไปแล้ว ทำให้ซัมเมอร์นี้ดูจืดไปในทันที

            เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วมันมีดีลที่เรียกได้ว่าช็อคทั้งวงการก็คือการที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงเอาเงิน 222 ล้านยูโรไปฟาดหัวบาร์เซโลน่า และคว้าเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ชาวบราซิลมาร่วมทีม ทำให้หลังจากนั้นมามันเกิดเนย์มาร์เอฟเฟ็คต์ขึ้น ทำให้บาร์เซโลน่าที่เสียนักเตะคนสำคัญไปก็ต้องไปหาคนใหม่เข้ามาแทน และมันก็เป็นทอดๆ ต่อกันไปเรื่อยๆ รวมถึงมูลค่าการซื้อขายนักเตะแต่ละคนหลังจากนั้นมันก็พุ่งสูงขึ้นทันตาเห็น ซึ่งเหมือนกับมันมีเรื่องราวให้ติดตามต่อหลังจากมีตัวโกงมาวางระเบิดลูกใหญ่ไว้ที่แคว้นกาตาลุนญ่า ซึ่งเรื่องมันก็เข้มข้นเรื่อยจนจบตลาดซื้อขายนักเตะ

ในซัมเมอร์นี้มีดีลระดับโลกแค่เพียงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุส หลังจากสร้างความสำเร็จให้เรอัล มาดริดมานานถึง 9 ปี ซึ่งก็ถือว่าเป็นการย้ายทีมที่น่าสนใจมากๆ และน่าสนใจที่สุดในซัมเมอร์นี้แล้วด้วย แต่ว่าเวลาในการย้ายทีมนั้นมันไม่เหมาะเจาะเท่าไหร่ หากเรามองในมุมของหนัง ที่เหมือนว่ามันจะพีคเร็วไปหน่อย และหลังจากนั้นมาดีลอื่นๆ มันก็เลยดูธรรมดาไปโดยทันที และดูเหมือนหลายๆ ทีมก็พยายามจะกดราคาในการซื้อขายให้กับมาเป็นแบบก่อนที่จะมีดีลของเนย์มาร์เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางการเงินต่อสโมสรในอนาคตด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากนักเตะคนไหนที่ตั้งค่าตัวไว้สูงมาก จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ย้ายทีมกันซักราย

โค้งสุดท้ายลีกผู้ดี

     เข้าสู่โค้งสุดท้ายของตลาดการซื้อขายนักเตะของทีมในอังกฤษ หรือพรีเมียร์ลีกกันแล้ว เนื่องจากตลาดนักเตะในอังกฤษปีนี้จะปิดลงเร็วกว่าปกติ โดยจากปกติจะปิดกันในวันที่ 31 สิงหาคม ตอนเที่ยงคืนตามเวลาที่ประเทศอังกฤษ แต่ในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนกฏใหม่ เสียงข้างมากในพรีเมียร์ลีกได้มีการโหวตว่าจะมีการปิดตลาดซื้อขายนักเตะกันเร็วขึ้น โดยจะมาปิดกันในวันพฤหัสบดีในสัปดาห์ที่พรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเดดไลน์ในตลาดซื้อขายนักเตะรอบซัมเมอร์นี้ของทีมจากอังกฤษก็คือวันที่ 9 สิงหาคมนั่นเอง ซึ่งมันคือก่อนศึกพรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเพียง 1 วันเท่านั้น เนื่องจากในคืนวันศุกร์จะมีเกมฟรายเดย์ ไนท์ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของเลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะโดยเฉพาะทีมจากพรีเมียร์ลีกแล้ว แต่ดูเหมือนหลายๆ ทีมยงช็อปปิ้งนักเตะกันยังไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนอกจากที่ตลาดนักเตะจะล่นเวลาปิดลงมาเร็วขึ้นแล้ว ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมามีอุปสรรคใหญ่อีก นั่นก็คือศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียนั่นเอง ซึ่งทำให้นักเตะดาวดังต่างๆ ที่ไปเล่นในฟุตบอลโลกหนนี้จะไม่ได้ทำการเจรจากับสโมสรไหนเลย นอกจากจะมีการคุยกันมาล่วงหน้าแล้วเท่านั้น ปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายๆ ทีมในพรีเมียร์ลีกยังซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมยังไม่ครบตามที่ผู้จัดการทีมแต่ละสโมสรต้องการเลยด้วย

ไล่ตั้งแต่ทีมบิ๊ก 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก เห็นจะมีลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอาร์เซน่อลเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะพอใจกับการซื้อขายของตัวเอง และน่าจะปิดตลาดกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อีกครึ่งที่เหลือ ทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชลซี และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ยังกำลังดิ้นรนหานักเตะเข้ามาเสริมทีมกันอยู่เลย ซึ่งถือว่าการที่ตลาดซื้อขายนักเตะที่ล่นมาปิดเร็วขึ้นในซัมเมอร์นี้พอดีนั้น ถือว่าส่งผลกระทบมากทีเดียวกับการซื้อขายนักเตะของแต่ละทีม และหากมองให้กว้างๆ แล้ว ดูเหมือนว่าทีมจากอังกฤษเองไม่ได้ประโยชน์จากการตั้งกฏนี้ออกมาเองเลย ในเมื่อลีกอื่นๆ ในยุโรปไม่ได้เล่นด้วย และทำตามด้วย ทำให้การซื้อขายในเรื่องของเงื่อนไขการต่อรองต่างๆ นั้นเสียเปรียบลีกอื่นๆ เป็นอย่างมาก เพราะหากทีมจากอังกฤษมาเสียนักเตะในช่วงที่พวกเขาปิดตลาดไปแล้ว แต่ไม่สามารถไปซื้อนักเตะคนอื่นมาทดแทนได้ จะทำให้สภาพของทีมนั้นเสียหายไปอย่างแน่นอน

สุดยอดเอเย่นต์

 

ในโลกของวงการฟุตบอลมีสิ่งหนึ่งที่เป็นคนสำคัญที่จะทำให้สโมสรต่างๆ ซื้อตัวนักเตะได้ง่ายขึ้น หรือต่อสัญญานักเตะออกไป ทุกๆ อย่างต้องขึ้นอยู่กับเอเย่นต์ของนักเตะนั่นเอง ซึ่งนักฟุตบอลอาชีพทุกคนล้วนมีเอเย่นต์ส่วนตัวทั้งนั้น ซึ่งบางคนก็อาจจะใช้คุณพ่อบ้าง ใช้พี่ชายในการเป็นเอเย่นต์บ้าง แต่ในยุคนี้มีเอเย่นต์ 2 คนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกของฟุตบอล นั่นก็คือฮอร์เก้ เมนเดส ซุเปอร์เอเย่นต์ชาวโปรตุกีส และมิโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์หน้าเลือดชาวอิตาเลี่ยน

ฮอร์เก้ เมนเดสมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานแล้ว ด้วยการเปิดบริษัทนายหน้ามาตั้งแต่ปี 1966 และก้าวขึ้นมาเป็นเอเย่นต์ระดับโลกได้อย่างรวดเร็วด้วยการี่เขาเป็นเอเย่นต์ส่วนตัวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ สุดยอดดาวเตะแห่งยุค รวมถึงดาบิด เด เกอา ดิเอโก้ คอสต้า ฮาเมส โรดริเกซ และรวมถึงโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชื่อก้องโลกด้วย ซึ่งเขาถูกเรียกว่าเป็นซุเปอร์ เอเย่นต์ในยุคนี้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งดีลแรกๆ ของเขาในการเป็นเอเย่นต์คือการดึงจอร์จ อันดราเด้ และฮูโก้ วิอาน่ามาอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดเมื่อปี 2002 และดีลใหญ่ของเขาคือการเอาโชเซ่ มูรินโญ่มาคุมทีมเชลซีในยุคแรก และตามมาด้วยนักเตะโปรตุกีสมากมาย ทั้งริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ เปาโล แฟไรไร ติอาโก้ เมนเดส และมานิช ริเบโร่ ล้วนเป็นฝีมือของเขาสทั้งสิ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวูล์ฟส์แฮมตันเมื่อปี 2016 ก็เป็นเมนเดสนี่เองที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพาทีมงานโปรตุเกสมาคุมวูล์ฟส์แฮมตันในเวลานี้

มิโน่ ไรโอล่า เป็นเอเย่นต์ที่ขึ้นชื่อว่าหน้าเลือดที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเขาเคยถูกเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด่าออกสื่อมาแล้วในตอนนี้ปอล ป็อกบา ตัดสินใจออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปในตอนแรก ทำให้กุนซือ “ปีศาจแดง” ไม่เผาผีกับนักเตะในสังกัดของเขาอีกเลย จนกระทั่งเปลี่ยนมือกุนซือมาเป็นโชเซ่ มูรินโญ่ ที่เข้ามาคุมทีมแล้วไปดึงนักเตะในสังกัดของไรโอล่ามาเพียบ ทั้งการดึงปอล ป็อกบากลับมา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช รวมถึงเฮนริค มคิทาร์ยานก็เป็นนักเตะในการดูแลของมิโน่ ไรโอล่าด้วย ซึ่งเคยมีข่าวมาว่าค่าตัวที่เป็นสถิติโลก 89 ล้านปอนด์ของปอล ป็อกบา อันที่จริงยูเวนตุสได้ค่าตัวไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ที่เหลือเป็นของเอเย่นต์หน้าเลือดรายนี้ทั้งหมด ซึ่งเคยจะถูกทางยูฟ่าตรวจสอบการย้ายทีมครั้งนั้นด้วย แต่ทางยูไนเต็ดมีหลักฐานชัดเจนทำให้รอดมาได้

ของฟรีที่ถูกมองข้าม

    ในช่วงซัมเมอร์นี้มีนักเตะที่หมดสัญญากับทีมต้นสังกัดเก่ามากมาย แต่นักเตะบางคนสามารถหาต้นสังกัดใหม่ได้แล้ว แต่ก็มีนักเตะอีกหลายคนที่ยังไม่สามารถหาสังกัดได้ และถือว่าเป็นที่น่าสนใจของหลายสโมสรที่ควรเซ็นต์สัญญามาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว ซึ่งมีใครบ้างมาดูกัน

1.ยาย่า ตูเร่ กองกลางร่างใหญ่รายนี้แทบไม่ต้องบรรยายสรรพคุณว่าเขาเก่งเพียงไหนในสมัยหนุ่มๆ แต่ด้วยตอนนี้วัย 35 ปีของเขาทำให้อาจจะช้าลงไปบ้าง แต่น่าจะช่วยทีมระดับกลางๆ ได้แบบสบายๆ แต่ติดตรงเรื่องของค่าเหนื่อยเท่านั้นที่น่าจะแพงทีเดียว ซึ่งเขาน่าจะมีตัวเลือกในการย้ายทีมเยอะทีเดียว

2.ซาเมียร์ นาสรี่ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กชาวฝรั่งเศส เป็นนักเตะที่ถูกปล่อยยืมตัวตลอดในระยะหลัง และพึ่งหมดสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาสังกัดใหม่ไม่ได้

3.แจ็ค ร็อดเวลล์ ตอนขึ้นมาใหม่ๆ ถูกยกย่องว่าจะเป็นอนาคตของทีมชาติอังกฤษด้วยซ้ำ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่รบกวนตลอดเวลา แถมย้ายไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็แทบไม่ได้ลงสนาม ทำให้เขาฟอร์มหายไป

4.เบร์นาร์ด ปีกร่างเล็กชาวบราซิเลี่ยนที่หมดสัญญากับชัคต้าร์ โดเน็ตส์พอดี ซึ่งถือเป็นนักเตะที่น่าสนใจมาก มีทั้งทักษะ และลีลา แต่ติดตรงตัวเล็กเพียง 164 เซ็นติเมตรเท่านั้น ทำให้เล่นในยุโรปลำบากหน่อย

5.แม็กซ์ เมเยอร์ กองกลางดาวรุ่งวัย 22 ปีเท่านั้น ซึ่งเหลือเชื่อมากว่าชาลเก้ 04 ไม่ต่อสัญญากับเขา ซึ่งเขาเป็นนักเตะตัวหลักของทีมมาตลอด และตอนนี้คงมีทีมในเยอรมันรุมทึ้งแน่นอน

6.ฮาเต็ม เบน อาร์ฟา ปีกจอมลีลาชาวฝรั่งเศสที่ไปไม่รอดกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง และต้องหาสโมสรใหม่ในซัมเมอร์นี้ ซึ่งถือว่าน่าสนใจสำหรับทีมในบ้านเกิดไม่น้อย เพราะเขายังเป็นตัวสร้างสรรค์โอกาสให้ทีมได้

7.มิเกล เวโลโซ่ กองกลางตัวรับอดีตทีมชาติโปรตุเกส ที่ตอนนี้วัย 32 ปีแล้ว และทางเจนัวไม่ยอมต่อสัญญา ทำให้อาจจะต้องกลับไปหาทีมเล็กๆ ในบ้านเกิดค้าแข้งแทน และคงไม่ได้กลับไปรับใช้ทีมชาติอีกแล้ว

8.บาการี่ ซาโก้ กองหน้าวัย 30 ปีที่หมดสัญญากับคริสตัล พาเลซ น่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างกับทีมในอังกฤษ โดยเฉพาะกับทีมในระดับแชมป์เปี้ยนชิปที่เน้นกองหน้าที่เก่งลูกกลางอากาศ

9.เจมส์ มอร์ริสัน กองกลางวัย 32 ปีที่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีในการค้าแข้งของเขา น่าจะมีประโยชน์กับพวกทีมน้องใหม่ที่ขึ้นมาในพรีเมียร์ลีกไม่น้อยทีเดียว แต่ตอนนี้เขายังไร้สังกัดอยู่

“สาลิกา” เบี้ยน้อยหอยน้อย

 

ในขณะที่ทีมในพรีเมียร์ลีกต่างใช้เงินซื้อนักเตะกันอย่างกระหน่ำ แต่ทางนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมทางแถบอีสานของอังกฤษกลับใช้นโยบายมีน้อยใช้น้อย ใช้สอยประหยัดเสียเหลือเกิน เนื่องจากพวกเขายังมีปัญหาด้านการบริหาร และการซื้อขายสโมสรที่ยังไม่ลงตัวซักที ทำให้ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือคนเก่งชาวสเปนไม่สามารถใช้เงินซื้อนักเตะได้อย่างตามใจชอบ จนถึงขั้นต้องขายนักเตะออกจากทีมไปก่อนด้วยซ้ำ ถึงจะสามารถหาซื้อนักเตะใหม่เข้ามาได้ และไปหาสอยนักเตะที่หมดสัญญากับสโมสรอื่นๆ มาร่วมทีมแทน ซึ่งถือเป็นงานที่ยากลำบากสำหรับกุนซือที่เคยพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว และคงต้องเป็นแบบนี้ไปอีกนานทีเดียว จนกว่าจะมีการเทคโอเวอร์สโมสรเรียบร้อย

ในซัมเมอร์นี้พวกเขาต้องขายมิเกล เมริโน่ กองกลางตัวหลักเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกไปให้กับเรอัล โซเซียดาด  10 ล้านปอนด์ และแชนเซล เอ็มเบ็มบ้า กองหลังตัวเก่งชาวคองโกที่ปล่อยให้กับเอฟซี ปอร์โต้ในโปรตุเกสอีกราย และได้มา 7 ล้านปอนด์ ทำให้กุนซือชาวสเปนมีเงินมาหวุนเวียนซื้อนักเตะเข้าสโมสร โดยรายแรกพวกเขาไปสอยกี ซองยอง กองกลางทีมชาติเกาหลีใต้ที่หมดสัญญากับสวอนซี ซิตี้มาร่วมทีมพอดี มาร่วมทีมหลังทีมเกาหลีใต้ตกรอบแรกฟุตบอลโลกได้ไม่นาน และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ไปคว้าฟาเบียน ชาร์ กองกลางชาวสวิตเซอร์แลนด์จากเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่าในสเปน โดยการที่นิวคาสเซิ่ลยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาสุดถูกเพียง 3.6 ล้านปอนด์เท่านั้น และล่าสุดเหมือนจะตกลงค่าตัวกับโยชิโนริ มุโตะ กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นกับไมนซ์ 05 ทีมในบุนเดสลีก้าได้แล้วด้วยราคาประมาณ 9 ล้านปอนด์ เพื่อแก้ปัญหากองหน้าของทีมที่ปืนฝืด และไม่เฉียบขาดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาทำได้เพียง 38 ประตูเท่านั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเฉลี่ยนัดละ 1 ประตูเท่านั้น และดาวซัลโวสูงสุดคืออโยเซ่ เปเรซ สามารถทำได้เพียง 8 ประตูเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถฝากความหวังการทำประตูไว้กับใครได้เลย แต่ยังดีที่ด้วยระบบของราฟา เบนิเตซ ทำให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยังอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และสามารถจบอันดับ 10 ของพรีเมียร์ลีกได้อีกด้วย ทั้งๆ ที่พึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาจากแชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลก่อน

ฤดูกาลนี้ก็คงจะต้องมีเป้าหมายคือการรอดพ้นจากการตกชั้นต่อไปก่อน ซึ่งคงต้องพึ่งฝีมือของราฟาเอล เบนิเตซเป็นอย่างมากเช่นเคย

การตัดสินใจของตอร์เรส

            เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าชาวสแปนิช ถือว่าเป็นนักเตะขวัญใจของแฟนบอลหลายๆ คน โดยเฉพาะแฟนบอลของลิเวอร์พูล หรือแอตเลติโก มาดริด อันด้วยความหล่อเหลาทางด้านหน้าตา รวมถึงฝีเท้าในสนามด้วย ทำให้เขากลายเป็นไอดอลของใครหลายๆ คนที่ดูฟุตบอลในยุคที่เขาโลดแล่นอยู่กับแอตเลติโก มาดริดในช่วงแรก ก่อนตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งกับลิเวอร์พูลเมื่อปี  2007 ด้วยค่าตัวประมาณ 20 ล้านปอนด์ ในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนด้วยกันที่กำลังควานหาความสำเร็จให้กับสโมสรในเวลานั้น ซึ่งฤดูกาลแรกกับลิเวอร์พูลเป็นฤดูกาลที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุด ด้วยการทำถึง 24 ประตูในพรีเมียร์ลีก และเป็นดาวซัลโวในปีนั้น เฉือนเอาชนะรุด ฟาน นิสเทลรอย กองหน้าชาวดัตช์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปได้ แต่พวกเขาก็จบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับที่ 4 เท่านั้น และหลังจากนั้นมาผลงานของเขาก็เริ่มตกลงเรื่อยๆด้วยจำนวนประตูที่เริ่มลดลง ทำให้เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่กับเชลซี คู่ปรับร่วมลีกในเดือนมกราคม 2011 ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นมาเขาก็หาฟอร์มเก่งสมัยค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ไม่ได้อีกเลยตลอด 4 ฤดูกาลกับเชลซี และเริ่มถูกมองเป็นกองหน้าตัวตลกด้วยซ้ำ เมื่อเริ่มมีการพลาดการยิงประตูแบบง่ายๆ อยู่บอ่ยครั้ง ทำให้เขาถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวหลังจากนั้นถึง 4 ปีซ้อน ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในชุดที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยก็ตาม โดยกับเอซี มิลานที่เซ็นต์สัญญายืมตัวกัน 2 ปี แต่เขาอยู่ได้แค่ครึ่งฤดูกาลเท่านั้น ก็หวนกลับมาสวมเสื้อแอตเลติโก มาดริดอีกครั้ง โดย 3 ปีครึ่งที่หวนกลับมาสวมชุด “ตราหมี” ถือว่าเขาเป็นตัวสำรองที่ไม่เลวทีเดียว โดยยังสามารถทำประตูช่วยทีมได้หลัก 10 ประตูต่อฤดูกาล และประสบความสำเร็จในฤดูกาลล่าสุดที่คว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้อีกด้วย

เมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมามีการเปิดตัวเฟร์นานโด ตอร์เรส ที่ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในเจ ลีกกับซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทีมที่อยู่ในโซนท้ายตารางด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างเซอร์ไพรซ์ทีเดียว โดยกองหน้าวัย 34 ปียังน่าจะมีโอกาสเล่นในลีกยุโรปได้ด้วยซ้ำ แต่กลับย้ายมาเล่นในแถบเอเชียแทน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งเหมือนกับตามอันเดรส อิเนสต้า รุ่นพี่ที่เคยร่วมทีมชาติสเปนที่ตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในญี่ปุ่นเช่นกันกับวิตเซ่ล โกเบ